เรื่องจริงของ พญานาค ยักษ์ ครุฑ อสูร



นาคเป็นสัตว์เดรัจฉาน

ก็โดยสมัยนั้นแล นาคตัวหนึ่งอึดอัด ระอา เกลียดกำเนิดนาค นาคนั้นได้มีความดำริว่า
ด้วยวิธีอะไรหนอ เราจึงจะพ้นจากกำเนิดนาค และกลับได้อัตภาพเป็นมนุษย์เร็วพลัน.

ครั้นแล้วได้ดำริต่อไปว่า
สมณะเชื้อสายศากยบุตรเหล่านี้แล เป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติสงบ ประพฤติพรหมจรรย์
กล่าวแต่คำสัตย์ มีศีล มีกัลยาณธรรม หากเราจะพึงบวชในสำนักสมณะเชื้อสายศากยบุตร
ด้วยวิธีเช่นนี้ เราก็จะพ้นจากกำเนิดนาค และกลับได้อัตภาพเป็นมนุษย์เร็วพลัน.

ครั้นแล้วนาคนั้น จึงแปลงกายเป็นชายหนุ่ม แล้วเข้าไปหาภิกษุทั้งหลายขอบรรพชา ภิกษุทั้งหลายจึงให้เขาบรรพชาอุปสมบท
สมัยต่อมา พระนาคนั้น อาศัยอยู่ในวิหารสุดเขตกับภิกษุรูปหนึ่ง.

ครั้นปัจจุสสมัยแห่งราตรี ภิกษุรูปนั้น ตื่นนอนแล้ว ออกไปเดินจงกรมอยู่ในที่แจ้ง
ครั้นภิกษุรูปนั้นออกไปแล้ว พระนาคนั้นก็วางใจจำวัด วิหารทั้งหลังเต็มไปด้วยงู ขนดยื่นออกไปทางหน้าต่าง.

ครั้นภิกษุรูปนั้น ผลักบานประตูด้วยตั้งใจจักเข้าวิหาร ได้เห็นวิหารทั้งหลังเต็มไปด้วยงู เห็นขนดยื่นออกไปทางหน้าต่าง ก็ตกใจ จึงร้องเอะอะขึ้น.

ภิกษุทั้งหลาย พากันวิ่งเข้าไปแล้ว ได้ถามภิกษุรูปนั้นว่า
“อาวุโส ท่านร้องเอะอะไปทำไม ?”
ภิกษุรูปนั้นบอกว่า
“อาวุโสทั้งหลาย วิหารนี้ทั้งหลังเต็มไปด้วยงู ขนดยื่นออกไปทางหน้าต่าง”

ขณะนั้น พระนาคนั้น ได้ตื่นขึ้นเพราะเสียงนั้น แล้วนั่งอยู่บนอาสนะของตน.
ภิกษุทั้งหลายถามว่า “อาวุโส ท่านเป็นใคร ?”
น. “ผมเป็นนาค ขอรับ”
ภิ. “อาวุโส ท่านได้ทำเช่นนี้เพื่อประสงค์อะไร ?”
พระนาคนั้นจึงแจ้งเนื้อความนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น แก่พระผู้มีพระภาค
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค รับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น
แล้วได้ทรงประทาน พระพุทธโอวาทนี้แก่นาคนั้นว่า :-
“พวกเจ้าเป็นนาค มีความไม่งอกงามในธรรมวินัยนี้เป็นธรรมดา
ไปเถิดเจ้านาค จงไปรักษาอุโบสถ ในวันที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และที่ ๘ แห่งปักษ์นั้นแหละ
ด้วยวิธีนี้ เจ้าจักพ้นจากกำเนิดนาค และจักกลับได้อัตภาพเป็นมนุษย์เร็วพลัน”.

ครั้นนาคนั้นได้ทราบว่า ตนมีความไม่งอกงามในธรรมวินัยนี้ เป็นธรรมดา
ก็เสียใจหลั่งน้ำตา ส่งเสียงดังแล้วหลีกไป.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! เหตุแห่งความปรากฏตามสภาพของนาค มีสองประการนี้คือ :-
เวลาเสพเมถุนธรรมกับนางนาค ผู้มีชาติเสมอกัน ๑
เวลาวางใจนอนหลับ ๑

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล เหตุแห่งความปรากฏ ตามสภาพของนาค ๒ ประการ.

ภิกษุทั้งหลาย ! อนุปสัมบัน คือ สัตว์เดรัจฉาน
ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้ว ต้องให้สึกเสีย.

-บาลี มหา. วิ. ๔/๑๗๕/๑๒๗
พุทธวจน ภพภูมิ หน้าที่ ๑๑๑

..........................................................



..........................................................

กำเนิดนาค ๔ จำพวก

ภิกษุทั้งหลาย ! กำเนิดของนาค ๔ จำพวกนี้.
๔ จำพวก เป็นอย่างไรเล่า ? คือ :-
(๑) นาคที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่)
(๒) นาคที่เป็นชลาพุชะ (เกิดในครรภ์)
(๓) นาคที่เป็นสังเสทชะ (เกิดในเถ้าไคล)
(๔) นาคที่เป็นโอปปาติกะ (เกิดผุดขึ้น)

ในนาค ๔ จำพวกนั้น
นาคที่เป็นชลาพุชะ (เกิดในครรภ์)
สังเสทชะ (เกิดในเถ้าไคล)
และโอปปาติกะ (เกิดผุดขึ้น)
ประณีตกว่านาคที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่).

นาคที่เป็นสังเสทชะ (เกิดในเถ้าไคล)
และโอปปาติกะ (เกิดผุดขึ้น)
ประณีตกว่านาค ที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่)
และชลาพุชะ (เกิดในครรภ์).

นาคที่เป็นโอปปาติกะ (เกิดผุดขึ้น)
ประณีตกว่านาค ที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่)
ชลาพุชะ (เกิดในครรภ์)
และสังเสทชะ (เกิดในเถ้าไคล).
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล กำเนิดของนาค ๔ จำพวก.

-บาลี ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๙๘/๕๑๙.
พุทธวจน ภพภูมิ หน้าที่ ๑๑๕


..........................................................

เหตุให้นาครักษาอุโบสถ

ภิกษุ ! นาคบางพวก ที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่) ในโลกนี้ มีความคิดอย่างนี้ว่า :-
เมื่อก่อน พวกเราเป็นผู้กระทำกรรมทั้งสอง {๑}
ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ พวกเรานั้นกระทำกรรมทั้งสอง ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ

เมื่อตายไป จึงเข้าถึงความเป็นสหาย ของพวกนาคที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่)
ถ้าวันนี้พวกเราพึงประพฤติสุจริต ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจไซร้
เมื่อเป็นอย่างนี้ เมื่อตายไป พวกเราจะพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
เชิญพวกเรามาประพฤติสุจริต ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจเสียในบัดนี้เถิด.

ภิกษุ ! ข้อนี้แล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้นาค
ที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่) บางพวกในโลกนี้ รักษาอุโบสถและสละกายได้.

(ตรัสอย่างเดียวกันกับกรณีของนาค
ที่เป็นชลาพุชะ (เกิดในครรภ์)
สังเสทชะ (เกิดในเถ้าไคล)
และโอปปาติกะ (เกิดผุดขึ้น) รักษาอุโบสถ)
๑. ๑. กรรมทั้งสอง : กุศลกรรมและอกุศลกรรม

-บาลี ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๙๙/๕๒๑.
พุทธวจน ภพภูมิ หน้าที่ ๑๑๖

..........................................................

เหตุให้เข้าถึงความเป็นสหายของนาค (นัยที่ ๑)

ภิกษุ ! บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำกรรมทั้งสอง
ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ
เขาได้ฟังมาว่า พวกนาคที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่) มีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยความสุข
เขาจึงมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า :-
“โอหนอ ! เมื่อตายไป ขอเราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของพวกนาค ที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่)”
ครั้นตายไป เขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหาย ของพวกนาคที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่).

ภิกษุ ! ข้อนี้แล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้บุคคลบางคนในโลกนี้
เมื่อตายไป เข้าถึงความเป็นสหาย ของพวกนาคที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่).

(ตรัสอย่างเดียวกันกับกรณีของนาค
ที่เป็นชลาพุชะ (เกิดในครรภ์)
สังเสทชะ (เกิดในเถ้าไคล)
และโอปปาติกะ ) (เกิดผุดขึ้น)

-บาลี ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๐๑/๕๒๕.
พุทธวจน ภพภูมิ หน้าที่ ๑๑๗

..........................................................

กำเนิดครุฑ ๔ จำพวก

ภิกษุทั้งหลาย ! กำเนิดของครุฑ (สุปณฺณ) ๔ จำพวกนี้.
๔ จำพวก เป็นอย่างไรเล่า ? คือ :-
(๑) ครุฑที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่)
(๒) ครุฑที่เป็นชลาพุชะ (เกิดในครรภ์)
(๓) ครุฑที่เป็นสังเสทชะ (เกิดในเถ้าไคล)
(๔) ครุฑที่เป็นโอปปาติกะ (เกิดผุดขึ้น)

ในครุฑทั้ง ๔ จำพวกนั้น
ครุฑที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่)
ย่อมนำนาคที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่) ไปได้ นำนาคที่เป็นชลาพุชะ (เกิดในครรภ์)
สังเสทชะ (เกิดในเถ้าไคล)
และโอปปาติกะ (เกิดผุดขึ้น) ไปไม่ได้.

ครุฑที่เป็นชลาพุชะ (เกิดในครรภ์)
ย่อมนำนาคที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่)
และชลาพุชะ (เกิดในครรภ์) ไปได้
นำนาคที่เป็นสังเสทชะ (เกิดในเถ้าไคล)
โอปปาติกะ (เกิดผุดขึ้น) ไปไม่ได้.

ครุฑที่เป็นสังเสทชะ (เกิดในเถ้าไคล)
ย่อมนำนาคที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่)
ชลาพุชะ (เกิดในครรภ์)
และสังเสทชะ (เกิดในเถ้าไคล) ไปได้
นำนาคที่เป็นโอปปาติกะ (เกิดผุดขึ้น) ไปไม่ได้.

ครุฑที่เป็นโอปปาติกะ (เกิดผุดขึ้น)
ย่อมนำนาคที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่)
ชลาพุชะ (เกิดในครรภ์)
สังเสทชะ (เกิดในเถ้าไคล)
และโอปปาติกะ (เกิดผุดขึ้น) ไปได้.
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล กำเนิดของครุฑ ๔ จำพวก.

-บาลี ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๐๕/๕๓๑.
พุทธวจน ภพภูมิ หน้าที่ ๑๑๙

..........................................................

เหตุให้เข้าถึงความเป็นสหายพวกครุฑ (นัยที่ ๑)

ภิกษุ ! บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำกรรมทั้งสอง{๑} ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ
เขาได้ฟังมาว่า พวกครุฑที่เป็นอัณฑชะ มีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยความสุข เขาจึงมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า :-
โอหนอ ! เมื่อตายไป ขอเราพึงเข้าถึง ความเป็นสหาย ของพวกครุฑที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่)
ครั้นตายไป เขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหาย ของพวกครุฑที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่).

ภิกษุ ! ข้อนี้แล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้บุคคลบางคนในโลกนี้
เมื่อตายไป เข้าถึงความเป็นสหาย ของพวกครุฑที่เป็นอัณฑชะ (เกิดในไข่).

(ตรัสอย่างเดียวกันกับ
กรณีของครุฑที่เป็นชลาพุชะ (เกิดในครรภ์)
สังเสทชะ (เกิดในเถ้าไคล)
และโอปปาติกะ) (เกิดผุดขึ้น)
๑. กรรมทั้งสอง : กุศลกรรมและอกุศลกรรม

-บาลี ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๐๖/๕๓๒.
พุทธวจน ภพภูมิ หน้าที่ ๑๒๐

..........................................................


ชุมนุมเทวดา

ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเทวดาในโลกธาตุทั้ง ๑๐ ประชุมกันมาก เพื่อทัศนาตถาคตและภิกษุสงฆ์ (แสดงความเห็น)
พวกเทวดาประมาณเท่านี้แหละ ได้ประชุมกัน
เพื่อทัศนาพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ซึ่งได้มีแล้วในอดีตกาล เหมือนที่ประชุมกันเพื่อทัศนาเราในบัดนี้
พวกเทวดาประมาณเท่านี้แหละ จักประชุมกัน
เพื่อทัศนาพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ซึ่งจักมีในอนาคตกาล เหมือนที่ประชุมกันเพื่อทัศนาเราในบัดนี้
เราจักบอกนามพวกเทวดา
เราจักระบุนามพวกเทวดา
เราจักแสดงนามพวกเทวดา
พวกเธอจงฟังเรื่องนั้น จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว.

ยักษ์เจ็ดพัน เป็นภุมมเทวดา อาศัยอยู่ในพระนครกบิลพัสดุ์
ยักษ์หกพัน อยู่ที่เขาเหมวตา
ยักษ์สามพัน อยู่ที่เขาสาตาคีรี
ยักษ์เหล่านั้นรวมเป็นหนึ่งหมื่นหกพัน
มีรัศมีต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่า อันเป็นที่ประชุมของภิกษุ

ยักษ์ห้าร้อยอยู่ที่เขาเวสสามิตตะ
มีรัศมีต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ
มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่า อันเป็นที่ประชุมของภิกษุ

ยักษ์ชื่อกุมภีระ อยู่ในพระนครราชคฤห์
เขาเวปุลละ เป็นที่อยู่ของยักษ์นั้น
ยักษ์แสนเศษ แวดล้อมยักษ์ชื่อกุมภีระนั้น
ยักษ์ชื่อกุมภีระ อยู่ในพระนครราชคฤห์
แม้นั้น ก็ได้มายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ

ท้าวธตรัฏฐ อยู่ด้านทิศบูรพา (ทิศตะวันออก)
ปกครองทิศนั้น เป็นอธิบดีของพวกคนธรรพ์
เธอเป็นมหาราช มียศ
แม้บุตรของเธอก็มาก มีนามว่าอินทะ มีกำลังมาก มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ
ยินดี มุ่งมายังป่า อันเป็นที่ประชุมของภิกษุ

ท้าววิรุฬหก อยู่ด้านทิศทักษิณ (ทิศใต้)
ปกครองทิศ นั้นเป็นอธิบดีของพวกกุมภัณฑ์
เธอเป็นมหาราช มียศ
แม้บุตรของเธอก็มาก มีนามว่าอินท มีกำลังมาก มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ
ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ

ท้าววิรูปักษ์ อยู่ด้านทิศปัจจิม (ทิศตะวันตก)
ปกครองทิศนั้น เป็นอธิบดีของพวกนาค
เธอเป็นมหาราช มียศ
แม้บุตรของเธอก็มาก มีนามว่าอินท มีกำลังมาก มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ
ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ

ท้าวกุเวร อยู่ด้านทิศอุดร (ทิศอีสาน)
ปกครองทิศนั้น เป็นอธิบดีของพวกยักษ์
เธอเป็นมหาราช มียศ
แม้บุตรของเธอก็มาก มีนามว่าอินท มีกำลังมาก มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ
ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ

ท้าวมหาราชทั้ง ๔ นั้น ยังทิศทั้ง ๔ โดยรอบให้รุ่งเรือง
ได้ยืนอยู่แล้ว ในป่าเขตพระนครกบิลพัสดุ์
พวกบ่าวของท้าวมหาราชทั้ง ๔ นั้น มีมายา ล่อลวง โอ้อวด เจ้าเล่ห์ มาด้วยกัน มีชื่อคือ
กุเฏณฑุ ๑ เวเฏณฑุ ๑ วิฏ ๑ วิฏฏะ ๑ จันทนะ ๑ กามเสฏฐะ ๑ กินนุฆัณฑุ ๑ นิฆัณฑุ ๑

และท้าวเทวราชทั้งหลาย ผู้มีนามว่าปนาทะ ๑ โอปมัญญะ ๑ เทพสารถีมีนามว่า มาตลิ ๑ จิตตเสนะ ผู้คนธรรพ์ ๑ นโฬราชะ ๑ ชโนสภะ ๑ ปัญจสิขะ ๑ ติมพรู ๑ สุริยวัจฉสาเทพธิดา ๑
มาทั้งนั้น ราชาและคนธรรพ์พวกนั้นและพวกอื่น
กับเทวราชทั้งหลาย
ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ

อนึ่ง เหล่านาค ที่อยู่ในสระชื่อนภสะบ้าง
อยู่ในเมืองเวสาลีบ้าง
พร้อมด้วยนาคบริษัทเหล่าตัจฉกะ กัมพลนาค และอัสสตรนาค ก็มา
นาคผู้อยู่ในท่า ชื่อปายาคะกับญาติ ก็มา
นาคผู้อยู่ในแม่น้ำยมุนา เกิดในสกุลธตรัฏฐ ผู้มียศ ก็มา
เอราวัณเทพบุตรผู้เป็นช้างใหญ่ แม้นั้นก็มายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ

ปักษีทวิชาติผู้เป็นทิพย์ มีนัยน์ตาบริสุทธิ์
นำนาคราชไปได้โดยพลันนั้น มาโดยทางอากาศถึงท่ามกลางป่า
ชื่อของปักษีนั้นว่า จิตรสุบรรณ ในเวลานั้น นาคราชทั้งหลาย ไม่ได้มีความกลัว

พระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำให้ปลอดภัย จากครุฑ
นาคกับครุฑเจรจากัน ด้วยวาจาอันไพเราะ
กระทำพระพุทธเจ้าให้เป็นสรณะ
พวกอสูรอาศัยสมุทรอยู่
อันท้าววชิรหันถ์รบชนะแล้ว เป็นพี่น้องของท้าววาสพ มีฤทธิ์ มียศ เหล่านี้
คือพวกกาลกัญชอสูรมีกายใหญ่น่ากลัว ก็มา

พวกทานเวฆสอสูร ก็มา เวปจิตติอสูร สุจิตติอสูร ปหาราทอสูร
และนมุจีพระยามาร ก็มาด้วยกัน

บุตรของพลิอสูรหนึ่งร้อย มีชื่อว่าไพโรจน์
ทั้งหมดผูกสอดเครื่องเสนา อันมีกำลังเข้าไปใกล้อสุรินทราหู
แล้วกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ ! บัดนี้ เป็นสมัยที่จะประชุมกัน” ดังนี้แล้ว
เข้าไปยังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ

ในเวลานั้น เทวดาทั้งหลาย
ชื่ออาโป
ชื่อปฐวี
ชื่อเตโช
ชื่อวาโย ได้พากันมาแล้ว

เทวดา ชื่อวรุณะ
ชื่อวารุณะ
ชื่อโสมะ
ชื่อยสสะ ก็มาด้วยกัน
เทวดาผู้บังเกิดในหมู่เทวดาด้วยเมตตา และกรุณาฌาน เป็นผู้มียศ ก็มา
หมู่เทวดา ๑๐ เหล่านี้เป็น ๑๐ พวก
ทั้งหมดล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ
ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ
เทวดา ชื่อเวณฑู
ชื่อสหลี
ชื่ออสมา
ชื่อยมะ ทั้งสองพวก ก็มา

เทวดาผู้อาศัยพระจันทร์ กระทำพระจันทร์ไว้ในเบื้องหน้า ก็มา
เทวดาผู้อาศัยพระอาทิตย์ กระทำพระอาทิตย์ไว้ในเบื้องหน้า ก็มา
เทวดากระทำนักษัตรไว้ในเบื้องหน้า ก็มา
มันทพลาหกเทวดา ก็มา

แม้ท้าวสักกปุรินททวาสวะ ซึ่งประเสริฐกว่าสุเทวดาทั้งหลายก็เสด็จมา
หมู่เทวดา ๑๐ เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี
ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ

อนึ่งเทวดา ชื่อสหภู ผู้รุ่งเรืองดุจเปลวไฟ ก็มา
เทวดาชื่ออริฏฐกะ ชื่อโรชะ มีรัศมีดังสีดอกผักตบ ก็มา
เทวดาชื่อวรุณะ ชื่อสหธรรม ชื่ออัจจุตะ ชื่ออเนชกะ ชื่อสุเลยยะ ชื่อรุจิระ ก็มา
เทวดาชื่อวาสวเนสี ก็มา
หมู่เทวดา ๑๐ เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมด ล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ
ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ

เทวดาชื่อสมานะ
ชื่อมหาสมานะ ชื่อมานุสะ
ชื่อมานุสุตตมะ
ชื่อขิฑฑาปทูสิกะ ก็มา
เทวดาชื่อมโนปทูสิกะก็มา

อนึ่ง เทวดาชื่อหริ
เทวดาชื่อโลหิตวาสี ชื่อปารคะ
ชื่อมหาปารคะ ผู้มียศ ก็มา
หมู่เทวดา ๑๐ เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมด ล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน มีฤทธิ์มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ
ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ

เทวดาชื่อสุกกะ
ชื่อกรุมหะ ชื่ออรุณะ
ชื่อเวฆนสะก็มาด้วยกัน
เทวดาชื่อโอทาตคัยหะ ผู้เป็นหัวหน้าเทวดาชื่อวิจักขณะ ก็มา
เทวดาชื่อสทามัตตะ ชื่อหารคชะ และชื่อมิสสกะผู้มียศ ก็มา

ปชุนนเทวบุตร ซึ่งคำรามให้ฝนตกทั่วทิศ ก็มา
หมู่เทวดา ๑๐ เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมด ล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน
มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี
มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ

เทวดาชื่อเขมิยะ
เทวดาชั้นดุสิต
เทวดาชั้นยามะ
และเทวดาชื่อกัฏฐกะ มียศ
เทวดาชื่อลัมพิตกะ
ชื่อลามเสฏฐะชื่อโชตินามะ
ชื่ออาสา และเทวดาชั้นนิมมานรดี ก็มา

อนึ่ง เทวดาชั้นปรนิมมิตะ ก็มา
หมู่เทวดา ๑๐ เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวก
ทั้งหมดล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ
ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ

หมู่เทวดา ๖๐ เหล่านี้ ทั้งหมดล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน
มาแล้วโดยกำหนดชื่อ และเทวดาเหล่าอื่นผู้เช่นกัน
มาพร้อมกันด้วยคิดว่า
“เราทั้งหลายจักเห็นพระนาค ผู้ปราศจากชาติ ไม่มีกิเลสดุจตะปู มีโอฆะอันข้ามแล้ว ไม่มีอาสวะข้ามพ้นโอฆะ ผู้ล่วงความยึดถือได้แล้ว ดุจพระจันทร์พ้นจากเมฆฉะนั้น”

สุพรหมและปรมัตตพรหม
ซึ่งเป็นบุตรของพระพุทธเจ้าผู้มีฤทธิ์
ก็มาด้วยสนังกุมารพรหมและติสสพรหม
แม้นั้น ก็มายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ

ท้าวมหาพรหม ย่อมปกครองพรหมโลกพันหนึ่ง
ท้าวมหาพรหมนั้นบังเกิดแล้วในพรหมโลก มีอานุภาพ มีกายใหญ่โต มียศ ก็มา
พรหม ๑๐ พวก ผู้เป็นอิสระในพวกพรหมพันหนึ่ง มีอำนาจเป็นไปเฉพาะองค์ละอย่าง ก็มา
มหาพรหมชื่อหาริตะ อันบริวารแวดล้อมแล้ว มาในท่ามกลางพรหมเหล่านั้น

เมื่อมารและเสนามาถึง พระศาสดาได้ตรัสกับพวกเทพ พร้อมทั้งพวกพรหมทั้งหมดผู้มุ่งมานั้นว่า :-
ท่านจงดูความเขลาของมาร
พญามารได้กล่าวว่า
“พวกท่านจงมาจับเทวดาเหล่านี้ผูกไว้ ความผูกด้วยราคะ จงมีแก่ท่านทั้งหลาย พวกท่านจงล้อมไว้โดยรอบ อย่าปล่อยใครๆ ไป”
พญามารบังคับเสนามาร ในที่ประชุมนั้นดังนี้แล้ว เอาฝ่ามือตบแผ่นดิน กระทำเสียงน่ากลัว เหมือนเมฆยังฝนให้ตก คำรามอยู่ พร้อมทั้งฟ้าแลบ
เวลานั้น พญามารนั้น ไม่อาจยังใครให้เป็นไปในอำนาจได้ โกรธจัด กลับไปแล้ว

พระศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงพิจารณาทราบเหตุนั้นทั้งหมด แต่นั้น จึงตรัสแก่สาวกผู้ยินดีในพระศาสนาว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! มารและเสนามาแล้ว พวกเธอจงรู้จักเขาไว้
ภิกษุเหล่านั้น สดับพระดำรัสสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ได้กระทำความเพียร
พญามารและเสนามารหลีกไป จากภิกษุผู้ปราศจากราคะ ไม่ยังแม้ขนของท่านเหล่านั้นให้ไหว

พญามารกล่าวสรรเสริญว่า “พวกสาวกของพระองค์ทั้งหมดชนะสงครามแล้ว ล่วงความกลัวได้แล้ว มียศปรากฏในหมู่ชนบันเทิงอยู่กับด้วยพระอริยเจ้า ผู้เกิดแล้วในพระศาสนา” ดังนี้แล.

-บาลี มหา. ที. ๑๐/๒๘๗/๒๓๕.
พุทธวจน ภพภูมิ หน้าที่ ๓๕๔

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

พระโสดาบัน ประกอบพร้อมแล้วด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อนิพพาน

ความเป็นไปได้ยาก ที่จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา

ผลแห่งทาน