พระโสดาบัน ประกอบพร้อมแล้วด้วยโสตาปัตติยังคะ ๔ เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อนิพพาน
แว่นส่องความเป็นพระโสดาบัน
อานนท์ ! เราจักแสดงธรรมปริยาย อันชื่อว่า แว่นธรรม
ซึ่งหากอริยสาวกผู้ใด ได้ประกอบพร้อมแล้ว
เมื่อจำนงจะพยากรณ์ตนเอง ก็พึงทำได้ ในข้อที่ตนเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว
มีกำเนิดเดรัจฉานสิ้นแล้ว
มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว
มีอบาย ทุคติ วินิบาตสิ้นแล้ว,
ในข้อที่ตนเป็นพระโสดาบันผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน
เป็นผู้มีอันจะตรัสรู้ธรรมได้ในกาลเบื้องหน้า ดังนี้.
อานนท์ ! ก็ธรรมปริยายอันชื่อว่า แว่นธรรมในที่นี้ เป็นอย่างไรเล่า?
อานนท์ ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหว
ในองค์พระพุทธเจ้า...
ในองค์พระธรรม...
ในองค์พระสงฆ์...
และอริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยศีลทั้งหลาย ชนิดเป็นที่พอใจของเหล่าอริยเจ้า
คือ เป็นศีลที่ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย
เป็นศีลที่เป็นไทจากตัณหา เป็นศีลที่ผู้รู้ท่านสรรเสริญ
เป็นศีลที่ทิฏฐิไม่ลูบคลำ และเป็นศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ.
อานนท์ ! ธรรมปริยายอันนี้แล ที่ชื่อว่าแว่นธรรม
ซึ่งหากอริยสาวกผู้ใดได้ประกอบพร้อมแล้ว เมื่อจำนงจะพยากรณ์ตนเอง ก็พึงทำได้, ดังนี้แล.
-บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๕๐/๑๔๗๙
-บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๕๑/๑๔๗๙
พุทธวจน คู่มือโสดาบัน หน้าที่ ๒
..........................................................
..........................................................
พระโสดาบันเป็นใคร (นัยที่หนึ่ง)
ภิกษุทั้งหลาย ! สาวกของพระอริยเจ้าในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วย ธรรม ๔ ประการนี้เอง
จึงเป็นพระโสดาบัน ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน เป็นผู้มีอันจะตรัสรู้ธรรมได้ในกาลเบื้องหน้า.
ธรรม ๔ ประการนั้น เป็นอย่างไร? ๔ ประการนั้น คือ : -
(๑) ภิกษุทั้งหลาย ! สาวกของพระอริยเจ้าในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ในองค์พระพุทธเจ้า
ว่าเพราะเหตุอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชา และข้อปฏิบัติให้ถึงซึ่งวิชชา
เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
เป็นผู้สามารถฝึกคนที่ควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า
เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม
เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ ดังนี้.
(๒) ภิกษุทั้งหลาย ! สาวกของพระอริยเจ้าในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ในองค์พระธรรม
ว่าพระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว,
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษา และปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง,
เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล,
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด,
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว,
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ดังนี้.
(๓) ภิกษุทั้งหลาย ! สาวกของพระอริยเจ้าในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่น ไม่หวั่นไหว ในพระสงฆ์
ว่าสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว
เป็นผู้ปฏิบัติให้รู้ธรรมเครื่องออกจากทุกข์แล้ว
เป็นผู้ปฏิบัติสมควรแล้ว
อันได้แก่บุคคลเหล่านี้ คือ คู่แห่งบุรุษสี่คู่ นับเรียงตัวได้แปดบุรุษ.
นั่นแหละ คือ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ
เป็นสงฆ์ควรรับทักษิณาทาน
เป็นสงฆ์ที่บุคคลทั่วไปจะพึงทำอัญชลี
เป็นสงฆ์ที่เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้.
(๔) ภิกษุทั้งหลาย ! สาวกของพระอริยเจ้าในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยศีลทั้งหลาย ชนิดเป็นที่พอใจของเหล่าอริยเจ้า :
เป็นศีลที่ไม่ขาด หมายถึง ไม่ล่วงสิกขาบทข้อต้น หรือข้อปลายข้อใดข้อหนึ่ง,
ไม่ทะลุ หมายถึง ไม่ล่วงสิกขาบทข้อกลางๆ,
ไม่ด่าง เพราะไม่ขาดเป็นหมู่ๆ หมู่ละหลายสิกขาบท และหลายหมู่,
ไม่พร้อย เพราะไม่ขาดแห่งละสิกขาบทหลายๆ แห่ง,
เป็นศีลที่เป็นไทจากตัณหา ก็คือ ไม่เป็นทาสตัณหา ไม่รักษาศีลแบบการค้ามุ่งเอาเครื่องตอบแทน,
เป็นศีลที่ผู้รู้ท่านสรรเสริญ เป็นศีลที่ใช้ได้ เพราะผู้รู้ท่านใคร่ครวญเสียก่อนจึงสรรเสริญว่าดี ว่าชอบ,
เป็นศีลที่ทิฏฐิไม่ลูบคลำ หมายถึง ศีลที่ตัณหาไม่แตะต้อง ทิฏฐิ มานะไม่แตะต้อง คือ ไม่ถือศีล เพราะยากจนเป็นเหตุ ให้กระด้างกระเดื่อง หรือเป็นเครื่องยกตนข่มท่านไป เป็นต้น,
และเป็นศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ ดังนี้. เป็นศีลที่ผู้รักษาเอาใจใส่ พิจารณาตรวจสอบอยู่เสมอ
ภิกษุทั้งหลาย ! สาวกของพระอริยเจ้า ผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล
ชื่อว่าเป็นพระโสดาบัน ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน เป็นผู้มีอันจะตรัสรู้ธรรมได้ในกาลเบื้องหน้า.
-บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๒๙/๑๔๑๔.
พุทธวจน คู่มือโสดาบัน หน้าที่ ๔
..........................................................
พระโสดาบันประกอบพร้อมแล้ว ด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘
สารีบุตร ! ที่มักกล่าวกันว่า โสดาบัน-โสดาบัน ดังนี้ เป็นอย่างไรเล่า สารีบุตร?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ท่านผู้ใด เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยอริยมรรคมีองค์แปดนี้อยู่
ผู้เช่นนั้นแล ข้าพระองค์เรียกว่าเป็นพระโสดาบัน ผู้มีชื่ออย่างนี้ๆ มีโคตรอย่างนี้ๆ พระเจ้าข้า !”.
สารีบุตร ! ถูกแล้ว ถูกแล้ว ผู้ที่ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยอริยมรรคมีองค์แปดนี้อยู่
ถึงเราเองก็เรียกผู้เช่นนั้น ว่าเป็น พระโสดาบัน ผู้มีชื่ออย่างนี้ๆ มีโคตรอย่างนี้ๆ.
ซึ่งอริยมรรคมีองค์แปด ก็คือ
๑. ความเห็นชอบ
๒. ความดำริชอบ
๓. วาจาชอบ
๔. การงานชอบ
๕. อาชีวะชอบ
๖. ความเพียรชอบ
๗. ความระลึกชอบ
๘. ความตั้งใจมั่นชอบ.
-บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๔๓๕/๑๔๓๒.
พุทธวจน คู่มือโสดาบัน หน้าที่ ๑๐
..........................................................
หลักเกณฑ์พยากรณ์ภาวะโสดาบันของตนเอง
คหบดี ! ในกาลใด
ภัยเวร ๕ ประการ (ศีล ๕) อันอริยสาวกทำให้สงบรำงับได้แล้วด้วย,
อริยสาวกประกอบพร้อมแล้วด้วยโสตาปัตติยังคะสี่ด้วย,
ความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระสงฆ์
เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยศีลทั้งหลายในลักษณะ
เป็นศีลที่ไม่ขาด (ไม่ล่วงสิกขาบทข้อต้น หรือข้อปลายข้อใดข้อหนึ่ง)
ไม่ทะลุ (ไม่ล่วงสิกขาบทข้อกลางๆ)
ไม่ด่าง (ไม่ขาดเป็นหมู่ๆ หมู่ละหลายสิกขาบท และหลายหมู่)
ไม่พร้อย (ไม่ขาดแห่งละสิกขาบทหลายๆ แห่ง)
เป็นศีลที่เป็นไทจากตัณหา (ไม่เป็นทาสตัณหา ไม่รักษาศีลแบบการค้ามุ่งเอาเครื่องตอบแทน)
วิญญูชนสรรเสริญ (เป็นศีลที่ใช้ได้ เพราะผู้รู้ท่านใคร่ครวญเสียก่อน จึงสรรเสริญว่าดี ว่าชอบ)
ไม่ถูกทิฏฐิลูบคลำ (ศีลที่ตัณหาไม่แตะต้อง ทิฏฐิ มานะไม่แตะต้อง คือ ไม่ถือศีล เพราะยากจนเป็นเหตุให้กระด้างกระเดื่อง หรือเป็นเครื่องยกตนข่มท่านไป เป็นต้น)
เป็นศีลที่เ
ป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ (เป็นศีลที่ผู้รักษาเอาใจใส่ พิจารณาตรวจสอบอยู่เสมอ)
อริยญายธรรม การรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาท
เป็นธรรมที่อริยสาวกเห็นแล้วด้วยดี แทงตลอดแล้วด้วยดีด้วยปัญญาด้วย;
ในกาลนั้น อริยสาวกนั้น เมื่อหวังอยู่ก็พยากรณ์ตนด้วยตน นั่นแหละว่า
“เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว มีกำเนิดเดรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว มีอบายทุคติวินิบาตสิ้นแล้ว,
เราเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งกระแส (แห่งนิพพาน) มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อนิพพาน มีการตรัสรู้พร้อมเป็นเบื้องหน้า” ดังนี้.
คหบดี ! ภัยเวร ๕ ประการ เหล่าไหนเล่า อันอริยสาวกทำให้สงบรำงับได้แล้ว?
(๑) คหบดี ! บุคคลผู้ฆ่าสัตว์อยู่เป็นปกติ
ย่อมประสพภัยเวรใดในทิฏฐธรรม (ปัจจุบัน) บ้าง,
ย่อมประสพภัยเวรใดในสัมปรายิก (ในเวลาถัดต่อมา) บ้าง,
ย่อมเสวยทุกขโทมนัสแห่งจิตบ้าง
เพราะปาณาติบาตเป็นปัจจัย; ภัยเวรนั้นๆ เป็นสิ่งที่อริยสาวก ผู้เว้นขาดแล้วจากปาณาติบาต ทำให้สงบรำงับได้แล้ว.
(๒) คหบดี ! บุคคลผู้ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้อยู่เป็นปกติ
ย่อมประสพภัยเวรใดในทิฏฐธรรมบ้าง,
ย่อมประสพภัยเวรใดในสัมปรายิกบ้าง,
ย่อมเสวยทุกขโทมนัสแห่งจิตบ้าง
เพราะอทินนาทานเป็นปัจจัย; ภัยเวรนั้นๆ เป็นสิ่งที่อริยสาวก ผู้เว้นขาดแล้วจากอทินนาทาน ทำให้สงบรำงับได้แล้ว.
(๓) คหบดี ! บุคคลผู้ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย อยู่เป็นปกติ
ย่อมประสพภัยเวรใดในทิฏฐธรรมบ้าง,
ย่อมประสพภัยเวรใดในสัมปรายิกบ้าง,
ย่อมเสวยทุกขโทมนัสแห่งจิตบ้าง,
เพราะกาเมสุมิจฉาจารเป็นปัจจัย; ภัยเวรนั้นๆ เป็นสิ่งที่อริยสาวกผู้เว้นขาด แล้วจากกาเมสุมิจฉาจารทำให้สงบรำงับได้แล้ว.
(๔) คหบดี ! บุคคลผู้กล่าวคำเท็จอยู่เป็นปกติ
ย่อมประสพภัยเวรใดในทิฏฐธรรมบ้าง,
ย่อมประสพภัยเวรใดในสัมปรายิกบ้าง,
ย่อมเสวยทุกขโทมนัสแห่งจิตบ้าง
เพราะมุสาวาทเป็นปัจจัย; ภัยเวรนั้นๆ เป็นสิ่งที่อริยสาวก ผู้เว้นขาดแล้วจากมุสาวาท ทำให้สงบรำงับได้แล้ว.
(๕) คหบดี ! บุคคลผู้ดื่มสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งของความประมาทอยู่เป็นปกติ
ย่อมประสพภัยเวรใดในทิฏฐธรรมบ้าง,
ย่อมประสพภัยเวรใดในสัมปรายิกบ้าง,
ย่อมเสวยทุกขโทมนัสแห่งจิตบ้าง,
เพราะสุราและเมรัยเป็นปัจจัย ภัยเวรนั้นๆ เป็นสิ่งที่อริยสาวก ผู้เว้นขาดแล้วจากสุราและเมรัย ทำให้สงบรำงับได้แล้ว.
คหบดี ! ภัยเวร ๕ ประการเหล่านี้แล อันอริยสาวกทำให้สงบรำงับได้แล้ว. … … … …
คหบดี ! อริยสาวก เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วย องค์แห่งโสดาบัน ๔ ประการ เหล่าไหนเล่า?
(๑) คหบดี ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า ว่า
“เพราะเหตุอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
เป็นผู้สามารถฝึกคนที่ควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า
เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ด้วยธรรม
เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์” ดังนี้.
(๒) คหบดี ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหว ในพระธรรม ว่า
“พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง
เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล
เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด
เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว
เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน” ดังนี้.
(๓) คหบดี ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหว ในพระสงฆ์ ว่า “สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว
เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว
เป็นผู้ปฏิบัติสมควรแล้ว
ได้แก่บุคคลเหล่านี้ คือ คู่แห่งบุรุษสี่คู่ นับเรียงตัวได้แปดบุรุษ นั่นแหละ คือ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา
เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ
เป็นสงฆ์ควรรับทักษิณาทาน
เป็นสงฆ์ที่บุคคลทั่วไปจะพึงทำอัญชลี
เป็นสงฆ์ที่เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า” ดังนี้.
(๔) คหบดี ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยศีลทั้งหลายในลักษณะ เป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า :
เป็นศีลที่ไม่ขาด หมายถึง ไม่ล่วงสิกขาบทข้อต้น หรือข้อปลายข้อใดข้อหนึ่ง,
ไม่ทะลุ หมายถึง ไม่ล่วงสิกขาบทข้อกลางๆ,
ไม่ด่าง เพราะไม่ขาดเป็นหมู่ๆ หมู่ละหลายสิกขาบท และหลายหมู่,
ไม่พร้อย เพราะไม่ขาดแห่งละสิกขาบทหลายๆ แห่ง,
เป็นศีลที่เป็นไทจากตัณหา ก็คือ ไม่เป็นทาสตัณหา ไม่รักษาศีลแบบการค้ามุ่งเอาเครื่องตอบแทน,
วิญญูชนสรรเสริญ เป็นศีลที่ใช้ได้ เพราะผู้รู้ท่านใคร่ครวญเสียก่อนจึงสรรเสริญว่าดี ว่าชอบ,
ไม่ถูกทิฏฐิลูบคลำ หมายถึง ศีลที่ตัณหาไม่แตะต้อง ทิฏฐิ มานะไม่แตะต้อง คือ ไม่ถือศีล เพราะยากจนเป็นเหตุให้กระด้างกระเดื่อง หรือเป็นเครื่องยกตนข่มท่านไป เป็นต้น,
เป็นศีลที่เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ ดังนี้.
(เป็นศีลที่ผู้รักษาเอาใจใส่ พิจารณาตรวจสอบอยู่เสมอ)
คหบดี ! อริยสาวก เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยองค์แห่งโสดาบัน ๔ ประการ เหล่านี้แล. … … … …
คหบดี ! ก็ อริยญายธรรม เป็นสิ่งที่อริยสาวกเห็นแล้วด้วยดี แทงตลอดแล้วด้วยดีด้วยปัญญา เป็นอย่างไรเล่า?
คหบดี ! อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมทำไว้ในใจโดยแยบคาย เป็นอย่างดี ซึ่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเทียว ดังนี้ว่า
“เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี;
เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.
เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี;
เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป :
ข้อนี้ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ
เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย;
เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ;
...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย, ชรามรณะ
โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน :
ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้.
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือ
แห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว จึงมีความดับแห่งสังขาร;
เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ;
...ฯลฯ... ...ฯลฯ... ...ฯลฯ...
เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะ โทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น :
ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้”.
คหบดี ! อริยญายธรรม {๑} นี้แล เป็นธรรมที่อริยสาวกนั้นเห็นแล้วด้วยดี แทงตลอดแล้วด้วยดีด้วยปัญญา.
คหบดี ! ในกาลใดแล ภัยเวร ๕ ประการเหล่านี้ (ศีล ๕)
เป็นสิ่งที่อริยสาวกทำให้สงบรำงับได้แล้วด้วย,
อริยสาวกเป็นผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วย โสตาปัตติยังคะสี่เหล่านี้ ด้วย,
๑. ความเลื่อมใสอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า
๒. ในพระธรรม
๓. ในพระสงฆ์
๔. เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยศีลทั้งหลายในลักษณะ
เป็นศีลที่ไม่ขาด (ไม่ล่วงสิกขาบทข้อต้น หรือข้อปลายข้อใดข้อหนึ่ง)
ไม่ทะลุ (ไม่ล่วงสิกขาบทข้อกลางๆ)
ไม่ด่าง (ไม่ขาดเป็นหมู่ๆ หมู่ละหลายสิกขาบท และหลายหมู่)
ไม่พร้อย (ไม่ขาดแห่งละสิกขาบทหลายๆ แห่ง)
เป็นศีลที่เป็นไทจากตัณหา (ไม่เป็นทาสตัณหา ไม่รักษาศีลแบบการค้ามุ่งเอาเครื่องตอบแทน)
วิญญูชนสรรเสริญ (เป็นศีลที่ใช้ได้ เพราะผู้รู้ท่านใคร่ครวญเสียก่อน จึงสรรเสริญว่าดี ว่าชอบ)
ไม่ถูกทิฏฐิลูบคลำ (ศีลที่ตัณหาไม่แตะต้อง ทิฏฐิ มานะไม่แตะต้อง คือ ไม่ถือศีล เพราะยากจนเป็นเหตุให้กระด้างกระเดื่อง หรือเป็นเครื่องยกตนข่มท่านไป เป็นต้น)
เป็นศีลที่เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ (เป็นศีลที่ผู้รักษาเอาใจใส่ พิจารณาตรวจสอบอยู่เสมอ)
อริยญายธรรมนี้ เป็นธรรมอันอริยสาวกเห็นแล้วด้วยดี แทงตลอดแล้วด้วยดี ด้วยปัญญาด้วย;
๑. ดูคำอธิบายความหมายของคำนี้ โดยละเอียดได้ในหมวด “ธรรมะแวดล้อม” ในหัวข้อที่ ๓๑ หน้า ๑๒๙.
ในกาลนั้น อริยสาวกนั้นปรารถนาอยู่ ก็พยากรณ์ตนด้วยตนนั้นแหละว่า
“เราเป็นผู้มีนรกสิ้นแล้ว
มีกำเนิดเดรัจฉานสิ้นแล้ว มีเปรตวิสัยสิ้นแล้ว
มีอบายทุคติวินิบาตสิ้นแล้ว,
เราเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งกระแส (แห่งนิพพาน)
มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อนิพพาน มีการตรัสรู้พร้อมเป็นเบื้องหน้า” ดังนี้.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่งข้อความอย่างเดียวกันกับสูตรนี้ ผิดกันแต่เพียงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายแทน ที่จะตรัสกับอนาถบิณฑิกคหบดี,
คือ สูตรที่ ๒ แห่งคหปติวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๘๕/๑๕๖.
และยังมีสูตรอีกสูตรหนึ่ง (เวรสูตรที่ ๒ อุปาสกวรรค ทสก. อํ. ๒๔/๑๙๕/๙๒.)
มีเค้าโครงและใจความของสูตรเหมือนกันกับสูตรข้างบนนี้ ต่างกันแต่เพียงในสูตรนั้นมีคำว่า
“ย่อมพิจารณาเห็นโดยประจักษ์” แทนคำว่า “ย่อมกระทำไว้ในใจ โดยแยบคายเป็นอย่างดี ซึ่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเทียว” แห่งสูตรข้างบนนี้ เท่านั้น.
-บาลี ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๙๖/๒๙๖.
พุทธวจน คู่มือโสดาบัน หน้าที่ ๑๙

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น