การดำรงสมาธิจิต เมื่อถูกเบียดเบียนทางวาจา
การดำรงสมาธิจิต เมื่อถูกเบียดเบียนทางวาจา
ภิกษุทั้งหลาย ! ทางแห่งถ้อยคำ ที่บุคคลอื่นจะพึงกล่าวหาเธอ ๕ อย่างเหล่านี้ มีอยู่ คือ :-
๑. กล่าวโดยกาล หรือโดยมิใช่กาล
๒. กล่าวโดยเรื่องจริง หรือโดยเรื่องไม่จริง
๓. กล่าวโดยอ่อนหวาน หรือโดยหยาบคาย
๔. กล่าวด้วยเรื่องมีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์
๕. กล่าวด้วยมีจิตเมตตา หรือมีโทสะในภายใน
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเขากล่าวอยู่อย่างนั้น ในกรณีนั้นๆ เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ว่า
“จิตของเราจักไม่แปรปรวน,
เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป
เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายในอยู่,
จักมีจิตสหรคตด้วยเมตตา แผ่ไปยังบุคคลนั้นอยู่
และจักมีจิตสหรคตด้วยเมตตา อันเป็นจิตไพบูลย์ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท
แผ่ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทาง มีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วแลอยู่” ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เธอพึงทำการสำเนียกอย่างนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษถือเอาสีมา เป็นสีครั่งบ้าง สีเหลืองบ้าง สีเขียวบ้าง สีแสดบ้าง
กล่าวอยู่ว่า “เราจักเขียนรูปต่างๆ ในอากาศนี้ ทำให้มีรูปปรากฏอยู่” ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร
บุรุษนั้นจะเขียนรูปต่างๆ ในอากาศนี้ ทำให้มีรูปปรากฏอยู่ได้แลหรือ?
“ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !”.
เพราะเหตุไรเล่า?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เพราะเหตุว่าอากาศนี้ เป็นสิ่งที่มีรูปไม่ได้ แสดงออกซึ่งรูปไม่ได้
ในอากาศนั้น ไม่เป็นการง่าย ที่ใครๆ จะเขียนรูป ทำให้มีรูปปรากฏอยู่ได้
รังแต่บุรุษนั้นจะเป็นผู้มีส่วน แห่งความลำบากคับแค้นเสียเปล่า พระเจ้าข้า !”.
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ในบรรดาทางแห่งถ้อยคำ สำหรับการกล่าวหา ๕ ประการนั้น
เมื่อเขากล่าวหาเธอ ด้วยทางแห่งถ้อยคำประการใด ประการหนึ่งอยู่
เธอพึงทำการสำเหนียกในกรณีนั้น อย่างนี้ว่า
“จิตของเราจักไม่แปรปรวน
เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป
เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล
มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายในอยู่,
จักมีจิตสหรคตด้วยเมตตา (ไปด้วยกัน) แผ่ไปยังบุคคลนั้นอยู่
และจักมีจิตสหรคตด้วยเมตตา อันเป็นจิตไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท
แผ่ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทาง มีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วแลอยู่” ดังนี้.
(คือมีจิตเหมือนอากาศ อันใครๆ จะเขียนให้เป็นรูปปรากฏไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น).
ภิกษุทั้งหลาย ! เธอพึงทำการสำเหนียก อย่างนี้แล...
(นอกจากนี้ยังทรงอุปมา เปรียบกับบุรุษถือเอาจอบ และกระทอมาขุดแผ่นดิน หวังจะไม่ให้เป็นแผ่นดินอีก, เปรียบกับบุรุษถือเอาคบเพลิงหญ้า มาเผาแม่น้ำคงคา หวังจะให้เดือดพล่าน ซึ่งเป็นฐานะที่ไม่อาจเป็นได้).
ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้า โจรผู้คอยหาช่อง พึงเลื่อยอวัยวะน้อยใหญ่ของใคร ด้วยเลื่อยมีด้ามสองข้าง;
ผู้ใดมีใจประทุษร้ายในโจรนั้น ผู้นั้นชื่อว่าไม่ทำตามคำสอนของเรา เพราะเหตุที่มีใจประทุษร้ายต่อโจรนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนั้น เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ว่า
“จิตของเราจักไม่แปรปรวน,
เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป,
เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายใน อยู่,
จักมีจิตสหรคตด้วยเมตตาแผ่ไปยังบุคคลนั้นอยู่
และจักมีจิตสหรคตด้วยเมตตา อันเป็นจิตไพบูลย์ ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท
แผ่ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทาง มีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วแลอยู่” ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลาย ! เธอพึงทำการสำเหนียก อย่างนี้แล.
ภิกษุทั้งหลาย ! เธอพึงกระทำในใจถึงโอวาท อันเปรียบด้วยเลื่อยนี้ อยู่เนืองๆ เถิด.
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อเธอทำในใจถึงโอวาทนั้นอยู่
เธอจะได้เห็นทางแห่งการกล่าวหาเล็กหรือใหญ่ ที่เธออดกลั้นไม่ได้อยู่อีกหรือ?
“ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !”.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลาย
จงกระทำในใจถึงโอวาทอันเปรียบด้วยเลื่อยนี้ อยู่เป็นประจำเถิด :
นั่นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล และความสุขแก่เธอทั้งหลาย ตลอดกาลนาน.
๘๔. การดำรงสมาธิจิต เมื่อถูกเบียดเบียนทางวาจา
-บาลี มู. ม. ๑๒/๒๕๔, ๒๕๖/๒๖๗, ๒๖๙.
-บาลี มู. ม. ๑๒/๒๕๘/๒๗๒.
๙. พุทธวจน ปฐมธรรม หน้าที่ ๒๒๔
(การทำสมาธิและอานิสงน์ของการทำสมาธิ)

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น